เปิดเส้นทางฝันประดับดาวบนบ่า หลังประกาศเลิกรับ นักเรียนนายร้อยตำรวจหญิง

เปิดเส้นทางฝันประดับดาวบนบ่า หลังประกาศเลิกรับ "นักเรียนนายร้อยตำรวจหญิง

Publish 2018-09-04 13:08:44


 

    ดาวบนบ่า ไม่เพียงแต่เป็นความใฝ่ฝันของใครหลายคน ที่ต่างหวังจะคว้ามาเชยชมเพื่อให้เป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล และสร้างความมั่นคง เป็นหลักประกันให้แก่ชีวิตในฐานะข้าราชการตำรวจหรือทหารแต่ อีกประการหนึ่งคล้ายกับว่าจะเป็นการยกระดับสถานะทางสังคม เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าถึงแม้เหตุการณ์อภิวัฒน์สยามในอดีตจะพยายามทำลายระบบศักดินา แต่สิ่งนี้กลับฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยเป็นเวลานาน จนยากที่ลบเลือนหายไปตามกาลเวลา

 

    โรงเรียนนายร้อยจึงเปรียบเสมือนทางผ่านที่จะทำลายกำแพงระหว่างชนชั้น เพราะไม่ว่าจะเป็นคนที่อยู่ไกลปืนเที่ยง เป็นลูกชาวไร่ ชาวนา หรือแม้กระทั่ง เป็นบุตรหลานของผู้มีอันจะกิน แต่เมื่อจบการศึกษาแล้ว ต่างก็ได้รับการยอมรับ เป็นนายตำรวจ นายทหารสัญญาบัตร มียศถาบรรดาศักดิ์เท่าเทียมกันทั้งสิ้น จึงไม่แปลกนักที่ในแต่ละปีจะมีเด็กชายที่วิ่งตามความฝันเข้ามาสอบแข่งขัน ด้วยความหวังที่จะมีโอกาสก้าวเข้าสู่สถาบันอันทรงเกียรติ ถึงแม้ว่าจะมีอัตราการแข่งขันที่สูงทุกปี เพราะทุกปีจะมีผู้สมัครสอบแข่งขันในแต่ละเหล่า กว่า 20,000 คน ในขณะที่จำกัดรับเข้าเพียงไม่เกิน 250 คน เท่านั้น

 

 

 

    กว่า 100 ปีที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ สถาบันหลักของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ได้ผลิตนายตำรวจสัญญาบัตรชาย ออกไปรับใช้ชาติและได้สร้างคุณูปการให้แก่ประเทศไว้อย่างมากมาย จวบจนกระทั่ง ปี พ.ศ.2552 สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จารึกเหตุการณ์เป็นหน้าใหม่ของประวัติศาสตร์ เมื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ของ นายตำรวจหญิงด้วยความที่เป็นเพศที่มีความละเอียดอ่อนและประเทศไทยมีคดีที่เกี่ยวกับเด็กและสตรีอยู่มาก จึงได้มีการอนุมัติ เปิดรับสมัครสอบแข่งขันบุคคลภายนอกเข้าเรียนเป็น นักเรียนนายร้อยตำรวจหญิง ขึ้นเป็นครั้งแรก โดยเรียนร่วมกับนักเรียนนายร้อยตำรวจชาย



    ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่ดูจะแปลก และผิดธรรมเนียมอยู่ไม่น้อย เพราะตั้งแต่ปี พ.ศ.2501 เป็นต้นมา กองทัพได้มีนโยบาย ก่อตั้งโรงเรียนเตรียมทหาร เพื่อเป็นศูนย์รวมความรู้วิชาทหารเบื้องต้นและสร้างความสามัคคีเพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพขึ้นในกองทัพ โดยเข้ารับการศึกษาเป็นระยะเวลา 2 ปี ก่อนที่จะเข้าศึกษาต่อในสถาบันของแต่ละเหล่าทัพตามที่นักเรียนได้สมัครและผ่านการสอบคัดเลือกอีก 5 ปี ซึ่งในกรณีของนักเรียนนายร้อยตำรวจหญิงนั้น ไม่ต้องผ่านการเป็นนักเรียนเตรียมทหาร แต่เป็นการรับบุคคลภายนอกจากวุฒิ ม.6 ซึ่งสร้างกระแสวิพากษ์วิจาณ์อยู่ไม่น้อย แต่อีกมุมนึ่งก็ถือได้ว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ เพศหญิงได้แสดงศักยภาพ เข้ารับการฝึกเคียงบ่าเคียงไหล่กับนักเรียนนายร้อยตำรวจชาย จนได้รับการยอมรับในเวลาต่อมา

 

 

 

    แต่แล้วเมื่อวันที่ 2 ก.ย. ที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊ก "พนักงานสอบสวนหญิง"  ได้เผยแพร่บันทึกข้อความถึงผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอนุมัติแนวทางการสรรหาและผลิต กำลังพลในส่วนของนักเรียนนายร้อยตำรวจ และนักเรียนเตรียมทหาร ประจำปีการศึกษา 2562 โดยระบุใจความสำคัญว่า ยกเลิกการจัดสรรอัตราในการรับสมัครและสอบคัดเลือกข้าราชการตำรวจและบุคคลภายนอก (หญิง) เข้าเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ โดยไม่มีกำหนด

 

 


 

    จากประเด็นนี้เองเป็นเหตุให้ความคิดเห็นของสังคมแตกออกเป็นสองเสียง เพราะเมื่อพิจาณาถึงข้อเท็จจริงจะพบว่า ถึงแม้การจบหลักสูตรจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ จะต้องมีการฝึกยุทธวิธีเฉพาะของตำรวจคือ หลักสูตร ตปส.หรือ หลักสูตรต่อต้านปราบปรามการก่อความไม่สงบ และหลักสูตรส่งทางอากาศ แต่เมื่อนายร้อยตำรวจหญิงออกมาปฏิบัติงานจริงกลับทำหน้าที่พนักงานสอบสวนเท่านั้น ไม่ได้นำความรู้ทางยุทธวิธีมาใช้เช่นเดียวกับนายร้อยตำรวจชาย

 

    ซึ่งขณะเดียวกัน ในแต่ละปีทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะมีการรับบุคคลภายนอกเข้าเป็นข้าราชการตำรวจสัญญาบัตร จากผู้มีวุฒิประกาศนียบัตรเนติบัณฑิต จากสำนักอบรมศึกษากฏหมายแห่งเนติบัณฑิตสภา มาสอบแข่งขันเพื่อทำหน้าที่พนักงานสอบสวน หรือนิติกร ทางหนึ่งอยู่แล้ว การผลิตพนักงานสอบสวนหญิงจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ อาจมีความซ้ำซ้อนและสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ 

 

 

 

    แต่บางคนก็แสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า การรับผู้มีวุฒิประกาศนียบัตรเนติบัณฑิตเข้ามาสอบแข่งขันนั้น ดูจะเป็นคุณสมบัติที่สูงเกินไป เพราะส่วนใหญ่ผู้มีวุฒิประกาศนียบัตรเนติบัณฑิต มักจะมุ่งสู่การเป็นอัยการ และผู้พิพากษามากกว่าที่จะมาสอบข้าราชการตำรวจ ซึ่งความจริง วุฒินิติศาสตร์บัณฑิตและเข้ารับการอบรบเพิ่มเติม ก็น่าจะเพียงพอแล้ว

 

 



เส้นทางสู่อาชีพตำรวจหญิงนั้น มีอยู่หลากหลายด้วยกัน สามารถแบ่งได้ตามคุณวุฒิที่ใช้สอบแข่งขันดังนี้

 

สอบแข่งขันโดยใช้วุฒิ ม.6/ปวช.
1. เข้าเป็นนักเรียนนายสิบตำรวจต้องจบการศึกษาวุฒิ ม.6 โดยกำหนดอายุผู้สมัครระหว่าง 18-27  ปี มีเปิดสอบทุกปี สำหรับสายปราบปรามต้องสูงไม่ต่ำกว่า 160 เซนติเมตร และต้องว่ายน้ำเป็น สายอื่นสูงไม่ต่ำกว่า 150 เซนติเมตร เมื่อจบการศึกษาหลักสูตร 1 ปีแล้วจะได้รับการบรรจุเป็นสิบตำรวจตรี ในหน่วยงานที่เลือกสอบตั้งแต่แรก

 

สอบแข่งขันโดยใช้วุฒิปริญญาตรี
1. สายสังคมศาสตร์บรรจุเป็น ตำรวจชั้นประทวน ทั้งสายปราบปราม และสายอำนวยการสนับสนุน และหน่วยงานอื่นๆที่ต้องการกำลังพล เช่น สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยมีคุณสมบัติคือ อายุ 18-35 ปีเมื่อสอบได้จะบรรจุแต่งตั้งเป็น สิบตำรวจตรี หรือบางปีอาจมีอัตรารับนายตำรวจสัญญาบัตร เพื่อบรรจุเป็นร้อยตำรวจตรีเช่นกัน

2. กองดุริยางค์ตำรวจ จะรับสมัครบุคคลเพื่อบรรจุเป็นตำรวจชั้นประทวน โดยมีคุณสมบัติคือ อายุ 18-30 ปี มีความรู้ความสามารถทางด้านดนตรี ดุริยางค์ไทย หรือดุริยางค์สากล เมื่อสอบได้จะบรรจุแต่งตั้งเป็น สิบตำรวจตรี

3. สำนักงานพิสูจน์หลักฐาน จะรับสมัครบุคคลเพื่อบรรจุเป็นตำรวจชั้นสัญญาบัตร ในตำแหน่งนักวิทยาศาสตร์ โดยมีคุณสมบัติคือ อายุ 18-35 ปี มีวุฒิปริญญาตรี สาขาเคมี ฟิสิกส์ และจุลชีววิทยา เมื่อสอบได้จะบรรจุแต่งตั้งเป็น ร้อยตำรวจตรี

4. กองเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร จะรับสมัครบุคคลเพื่อบรรจุเป็นตำรวจชั้นสัญญาบัตร ในตำแหน่งกลุ่มงานประมวลผล โดยมีคุณสมบัติคือ อายุ 18-35 ปี โดยสายประมวลผลต้องมีวุฒิปริญญาตรีทางวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ หรือวิทยาการคอมพิวเตอร์เมื่อสอบได้จะบรรจุแต่งตั้งเป็น ร้อยตำรวจตรี 

5. กองสรรพาวุธ สำนักงานส่งกำลังบำรุง จะรับสมัครบุคคลเพื่อบรรจุเป็นตำรวจชั้นสัญญาบัตร ในตำแหน่งรองสารวัตรโดยมีคุณสมบัติคือ อายุ 18-35 ปี และต้องมีวุฒิปริญญาตรีหรือโทหรือเอก ทางวิศวกรรมไฟฟ้า เมื่อสอบได้จะบรรจุแต่งตั้งเป็น ร้อยตำรวจตรี 

6. กองโยธาธิการ สำนักงานส่งกำลังบำรุง  รับสมัครบุคคลเพื่อบรรจุเป็นตำรวจชั้นสัญญาบัตร ในตำแหน่งรองสารวัตร ดยมีคุณสมบัติคือ อายุ 18-35 ปี และต้องมีวุฒิปริญญาตรี/โท ทางวิศวกรรม เมื่อสอบได้จะบรรจุแต่งตั้งเป็น ร้อยตำรวจตรี 

7. กองการต่างประเทศ จะรับสมัครบุคคลเพื่อบรรจุเป็นตำรวจชั้นสัญญาบัตร ในตำแหน่งตำรวจสากล ต้องมีวุฒิปริญญาตรี/โททางสังคมศาสตร์หรือมีความรู้ภาษาต่างประเทศเป็นอย่างดี ต้องมีวุฒิปริญญาตรี/โททางสังคมศาสตร์หรือด้านภาษาต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีการรับบุคคลภายนอกเพื่อสอบแข่งขันในตำแหน่งพนักงานสอบสวนหรือนิติกรทุกปี แต่ตำแหน่งอื่นๆนั้น อาจเปิดสอบแข่งขันเฉพาะกรณีที่สูญเสียกำลังพล และมีอัตราว่างเท่านั้น

 

    อย่างไรแล้วเส้นทางสู่ตำรวจนั้น มิได้ผูกขาดแต่เพียงการจบจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจเท่านั้น ยังมีอีกหลากหลายเส้นทาง ที่นำไปสู่จุดหมายได้เช่นเดียวกัน ถึงแม้จะมีกำเนิดของดาวบนบ่าที่แตกต่างกัน แต่ปณิธานที่จะอุทิศตนเพื่อชาติ และประชาชน ย่อมไม่แตกต่างกันอย่างแน่นอน

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เอกชัย เรืองฉาย