ถอดรหัสเหตุจับกุมผู้บริหาร หัวเหว่ย ร้าวฉานสัมพันธ์ สหรัฐ-จีน

ถอดรหัสเหตุจับกุมผู้บริหาร "หัวเหว่ย" ร้าวฉานสัมพันธ์ สหรัฐ-จีน

Publish 2018-12-13 11:39:23


 

ดูท่าว่าจะส่อเค้าเป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่รุนแรงขึ้นทุกขณะ จากกรณีสงครามด้านเทคโนโลยีที่ไม่ลงรอยกันระหว่างสองยักษ์ใหญ่ กับการจับกุมเมิ่ง เวินโจว (Meng Wanzhou) ผู้บริหาร ฝ่ายการเงิน บริษัทหัวเหว่ย เทคโนโลยีของจีน ในประเทศแคนาดา เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2561 ที่ผ่านมา ข้อหาการละเมิดการคว่ำบาตรอิหร่าน ฐานแอบทำธุรกิจค้าขายด้วย จนหลายคนถึงกับจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าเกิดเหตุอันใดขึ้น ประจวบเหมาะเป็นวันเดียวกับการประชุมที่อาร์เจนติน่าของกลุ่ม จี-20 ที่ สี จิ้นผิง และ โดนัลด์ ทรัมป์ เจรจาสงบศึกสงครามการค้าชั่วคราวเป็นเวลา 90 วัน แน่นอนว่าเหตุการณ์การจับกุมที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลกระทบให้การเจรจาของสองประเทศอาจต้องมีสะดุด เพราะความขัดแย้งของทั้งสองประเทศ ไมได้มีประเด็นเพียงแค่ภาษีนำเข้าแต่เพียงอย่างเดียว หากรวมถึงการแข่งขันด้านเทคโนโลยีอีกด้วย
 
อิทธิพลด้านการตลาดของหัวเหว่ยนั้นสูงยิ่ง ด้วยเพราะเป็นบริษัทเอกชนรายใหญ่สุดของจีน ที่มีมูลค่าการส่งออกมากสุด เหนืออื่นใดเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่อันดับสองของโลก และยังเป็นหัวหอกในการพัฒนาเทคโนโลยีหลักของประเทศจีน ทั้งการนำเทคโนโลยี 5G มาใช้ จนถึงการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) และรถยนต์ไร้คนขับเมื่อผ่านมุมมองของคู่ขับเคี่ยวอย่างสหรัฐฯ แล้ว ย่อมไม่ส่งผลดีต่อความมั่นคงเป็นแน่

 


 
อย่างไรก็ตามข้อมูลจาก วารสาร MIT Technology Review ได้เขียนไว้อย่างน่าสนใจถึงความวิตกในกลุ่มสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรที่มีต่อหัวเหว่ย ดังนี้




1. หัวเหว่ยเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ด้านสถานีเครือข่ายการสื่อสารไร้สาย ส่งผลให้เครือข่ายมีข้อมูลสำคัญแทบจะทุกด้านที่ใช้ขับเคลื่อนประเทศ เช่น สาธารณูปโภค ตลาดหุ้น และระบบขนส่ง รวมถึงกองทัพ

2. หัวเหว่ยเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่ของโลก เป็นความวิตกที่ระบาดในกลุ่มประเทศขั้วตรงข้ามด้วยเกรงว่าจีนอาจอาศัยเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ด้านการจารกรรม ล้วงข้อมูลที่เกี่ยวกับความมั่นคง สอดรับกับข้อสันนิษฐานนี้กับกรณีเมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ถึงขนาดห้ามไม่ให้ร้านค้าในฐานทัพสหรัฐฯ ขายโทรศัพท์ของหัวเหว่ย เพราะเกรงว่าจะถูกเจาะข้อมูลหรือติดตามทุกความเคลื่อนไหวของกิจการทหาร

3. บริษัทโทรคมนาคมทั่วโลก กำลังดำเนินการติดตั้งระบบสื่อสารไร้สายแบบ 5G ที่จะทำให้การถ่ายโอนข้อมูลเกิดขึ้นรวดเร็วมาก แต่ก็นำมาซึ่งความหวาดหวั่นเช่นกัน เพราะหากการสื่อสารไม่มีการปิดกั้นและเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้นนั้น หากระบบถูกเจาะก็จะเกิดความปั่นป่วนตกเป็นทอดๆ ลุกลามบานปลายเกินกว่าที่จะควบคุมได้ เมื่อไม่นานมานี้ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ รวมทั้งอังกฤษ ได้สั่งห้ามการใช้อุปกรณ์ของหัวเหว่ย ในโครงสร้างพื้นฐานของ 5G

 


 
ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเดือน ส.ค. 2561 รัฐสภาสหรัฐฯ ได้ผ่านกฎหมายชื่อว่า National Defense Authorization Act for Fiscal Year 2019 ที่ห้ามหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ ใช้ผลิตภัณฑ์จาก 5 บริษัทของจีน ที่ประกอบด้วย หัวเหว่ย, ZTE, Hangzhou Hikvision Technology, Dahua Technology และ Hytera Communications ไม่เพียงเท่านั้นเพราะความวิตกได้แพร่ระบาดไปยังบางประเทศเช่นที่ ญี่ปุ่น ขณะนี้กำลังดำเนินการตรวจสอบถึงความเสี่ยงจากการใช้อุปกรณ์ของบริษัทเหล่านี้



 

อันจะเห็นได้ว่า การพยายามให้ความหมายว่าความขัดแย้งระหว่าง 2 ขั้ว สหรัฐ-จีน มาจาการเรื่องค้าเป็นหลักนั้น อาจเป็นเพียงมายาคติ เพราะหากพินิจแล้วจะพบว่า ในยุคศตวรรษที่ 21 ต้นเหตุที่แท้จริงมาจากการต่อสู้ในแง่ของการพัฒนาเทคโนโลยี จึงกลายเป็นสงครามชิงความได้เปรียบ เพราะสถานะของจีนที่เติบโตอย่างรวดเร็วนั้น ทำให้สหรัฐฯ มิอาจทนแรงเสียดทานได้อีกต่อไป จึงต้องพยายามกระทำทุกวิถีทางเพื่อคงไว้ซึ่งความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี
 
สำหรับความคืบหน้าล่าสุด เกี่ยวกับการจับกุมตัว ทางศาลแคนาดาพิจารณาว่าจะส่งตัวนางเมิ่งให้ทางการสหรัฐฯ ตามข้อกล่าวหาละเมิดมาตรการลงโทษอิหร่าน ฐานแอบทำธุรกิจค้าขายด้วย ทำให้ทางการจีนไม่พอใจทั้งแคนาดาและอเมริกาจนเกิดการเผชิญหน้าทางการทูต อย่างไรก็ตาม นางว่านโจวได้ยื่นขอประกันตัว ระหว่างรอการพิจารณาส่งตัวไปยังสหรัฐฯ โดยให้เหตุผลด้านสุขภาพ อาการความดันโลหิตสูง และตนเป็นผู้บริสุทธิ์ พร้อมที่จะสู้คดีในสหรัฐฯ หากถูกส่งตัวไป

เมิ่ง ว่านโจว ได้รับการประกันตัวด้วยทรัพย์สินมูลค่า 7 ล้าน 5 แสนดอลลาร์พร้อมถูกยึดหนังสือเดินทาง และจะต้องใส่เครื่องรัดข้อเท้าติดจีพีเอส เพื่อที่เจ้าหน้าที่จะได้ทราบหากเธอหนีออกจากนครเเวนคูเวอร์ประเทศเเคนาดา นอกจากนี้เธอถูกกักบริเวณให้อยู่ที่บ้านพักของเธอในนครเเวนคูเวอร์ ช่วงเวลา 5 ทุ่มถึง 6 โมงเช้า
 
ขณะที่การดำเนินการด้านการฑูตเป็นไปอย่างไม่ราบรื่นนัก เมื่อ นายเล่อ หยูเจิง รมช.ต่างประเทศจีน เรียกตัวนายเทอร์รี แบรนสตัด เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศจีน เข้าพบแสดงจุดยืนคัดค้านต่อการควบคุมตัวนางว่านโจว พร้อมเตือนให้สหรัฐฯ แก้ไขความผิดครั้งนี้โดยทันที เพราะถือเป็นการกระทำที่สร้างความอับอายแก่ประเทศจีน พร้อมกันนั้นยังมีการเตือนถึงผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นต่อเอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศจีนอีกด้วย ต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของคดีดังกล่าวจะเป็นไปในทิศทางใด




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เอกชัย เรืองฉาย

;