ไฟเขียวแล้ว! ผลงานรัฐบาล ครม. เห็นชอบ คุมราคา ยา-เวชภัณฑ์ แพงหูฉี่ ป้องสิทธิผู้ป่วยโดนขูดเลือด​ เชื่อเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ไฟเขียวแล้ว! ผลงานรัฐบาล ครม. เห็นชอบ คุมราคา ยา-เวชภัณฑ์ แพงหูฉี่ ป้องสิทธิผู้ป่วยโดนขูดเลือด​ เชื่อเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

Publish 2019-01-23 09:45:06


 

สืบเนื่องจากกรณี คณะกรรมการว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ หรือ กกร. ที่มีมติให้นำเวชภัณฑ์และบริการทางการแพทย์มาอยู่ในบัญชีสินค้าที่ต้องควบคุมราคา ซึ่งเป็นไปตามนโยบายจะนำสินค้าที่มีผลกระทบต่อชีวิตประจำวันและเสี่ยงที่จะฉวยโอกาสขึ้นราคาเข้าบัญชีสินค้าและบริการที่ต้องควบคุม เพื่อแก้ปัญหาการใช้ยา และค่ารักษาในโรงพยาบาลเอกชนที่แพงเกินกว่าผู้ป่วยบางกลุ่มจะรับไหว ซึ่งจะมีการนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 22 ม.ค.

อย่างไรก็ตามมีกระแสเห็นต่างจากสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ที่ขู่ว่าจะย้ายฐานไปลงทุนต่างประเทศ แน่นอนว่ากลายเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาล แม้จะมีเสียงสนับสนุนให้ผลักดันมาตรการดังกล่าว มาจากฟากของสมาคมประกันชีวิตไทย ที่ชงข้อมูลแนวทางการกำหนดค่ารักษาพยาบาลของประเทศสิงคโปร์ และมาเลเซีย ให้กับ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการพาณิชย์ พบว่า รัฐบาลของสิงคโปร์และมาเลเซีย ได้เริ่มเข้ามาดูแลเรื่องค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชน โดยมีการกำหนดหลักเกณฑ์และเพดานขึ้นมาควบคุม  เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี ๆ โดยชี้ให้เห็นว่า หากมีราคากลางจะส่งผลให้ผู้ทำประกันไม่ต้องจ่ายเบี้ยแพงอย่างในปัจจุบัน

ขณะเดียวกันพบว่ากลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ประธานกลุ่มบริษัทดุสิตเวชการ ซึ่งมีโรงพยาบาลในเครืออยู่ราว 40 แห่ง ตั้งคำถามว่ามีความจำเป็นมากน้อยเพียงใดที่จะต้องบรรจุรายการของยา เวชภัณฑ์และบริการทางการแพทย์เข้าไว้ในบัญชีควบคุมราคาสินค้า ด้วยพยายามให้เหตุผลว่าปัจจุบันประชาชนในระดับรากหญ้าหรือกลุ่มชนชั้นกลางต่างมีรัฐสวัสดิการให้อยู่แล้ว ทั้งบัตรทอง ระบบการประกันสุขภาพถ้วนหน้า และระบบประกันสังคม ซึ่งผู้เข้ารับการรักษาแทบไม่ต้องจ่ายอะไรเลย ขณะที่ค่ายา ค่ารักษาพยาบาล ค่าเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ หรือค่าบริการทางการแพทย์ต่างๆที่เกิดขึ้น ภาครัฐและประกันสังคมเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้เกือบจะทั้งหมด ที่สำคัญกลุ่มคนเหล่านี้จะไม่เข้าไปรับบริการการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนด้วย 85% ของประชากรไทยเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลของรัฐ มีเพียง 15% เท่านั้นที่เข้ามารักษาตัวกับโรงพยาบาลเอกชน เพราะเขายินดีที่จะได้บริการที่แตกต่างออกไป ไม่ต้องรอคอยนาน ขณะที่โรงพยาบาลเอกชนมีเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัยกว่า



 

อย่างไรก็ตามแม้จะเป็นแนวคิดที่มีแนวร่วมและได้เสียงสนับสนุนจากหลายฝ่าย อีกทั้งหากสำเร็จได้ใจประชาชน ทำให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้น ช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ แต่รัฐบาลก็ต้องฟังความรอบด้าน และตัดสินใจด้วยความรอบคอบ เพื่อหามาตรการที่เหมาะสม และทำความเข้าใจกับทุกฝ่าย โดยยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก

เกี่ยวกับเรื่องนี้มีความคืบหน้าล่าสุด 23 ม.ค. 2562 ภายหลังการประชุม ครม. นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ครม. เห็นชอบให้เพิ่มรายการสินค้าและบริการควบคุม 2 รายการ คือ 
1. เวชภัณฑ์เกี่ยวกับการรักษาโรค (หมวดยารักษาโรคและเวชภัณฑ์) เพื่อให้มีการกำกับดูแลให้ครอบคลุมถึงเวชภัณฑ์ ซึ่งเป็นวัสดุหรืออุปกรณ์ที่จำเป็น และมีการใช้ในการรักษาพยาบาลเป็นจำนวนมาก อาทิ ผ้าพันแผล สายน้ำเกลือ เข็มฉีดยา เป็นต้น 
2. บริการรักษาพยาบาล บริกรทางการแพทย์ และบริการอื่นๆ ของสถานพยาบาล เกี่ยวกับการรักษาโรค (หมวดบริการ) เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์ได้รับร้องเรียนจากภาคประชาชนเกี่ยวกับปัญหาค่ายา และค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลสูงเกินจริง

การกำหนดสินค้าและบริการคบคุมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ครม. ได้กำหนดสินค้าและบริการควบคุมปี 2562 จำนวน 52 รายการ แบ่งเป็นสินค้า 46 รายการ และบริการอีก 6 รายการ ซึ่งเป็นไปตามที่คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) นอกจากนี้ ครม. ยังเห็นชอบการปรับปรุงบัญชีสินค้าควบคุมดังกล่าว โดยให้ยกเลิกรายการสินค้าควบคุม 4 รายการ คือ เยื่อกระดาษ แบตเตอรี่รถยนต์ เม็ดพลาสติก และน้ำตาลทราย

 



"ครม. ไม่ได้มีการกำกับอะไรเป็นพิเศษ แต่ขอให้มีการตั้งคณะอนุกรรมการที่ประกอบด้วย ผู้ที่เกี่ยวข้องขึ้นมาหนึ่งชุด ทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อมาพิจารณาแนวทางที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ในการดำเนินงานร่วมกันที่เหมาะสม โดยรัฐบาลจะไม่แทรกแซงราคา แต่ต้องการให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยจะไม่ได้กำหนดราคาเพดานสำหรับบริการทางการแพทย์แต่อย่างไร ซึ่งแนวทางข้อสรุปจะได้จากการหารือกับอนุกรรมการฯ ที่จัดตั้งขึ้นต่อไป" นายสนธิรัตน์ ระบุ

ขณะที่ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลังจากนี้เป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ที่จะดำเนินการให้เร็วที่สุด ที่จะเรียกประชุมคณะอนุกรรมการพิเศษที่ ครม. ให้มีการแต่งตั้งภายใต้ชื่อคณะอนุกรรมการพิจารณาราคายาและเวชภัณฑ์ค่ารักษาพยาบาล ค่าบริการทางการแพทย์ และค่าบริการอื่นของสถานพยาบาล เพื่อพิจารณาความพร้อมก่อนที่จะกำหนดมาตรการที่เหมาะสม ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ในส่วนของคณะอนุกรรมการฯ ประกอบด้วยตัวแทนจากกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข กรมบัญชีกลาง สมาคมโรงพยาบาลเอกชน มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สมาคมประกันชีวิต สมาคมประกันวินาศภัย และผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐศาสตร์

ทั้งนี้ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า "ทางนายกฯ ได้สอบถามว่าการขึ้นบัญชีสินค้าควบคุมครั้งนี้ โดยเฉพาะในรายการยารักษาโรคและเวชภัณฑ์ รวมทั้งการบริการทางการแพทย์นี้ มิได้หมายความว่า ภาครัฐจะควบคุมตั้งแต่วันนี้ แต่เป็นการขึ้นบัญชีเอาไว้ก่อนเพื่อให้กระทรวงพาณิชย์ไปดำเนินการต่อไปได้ เพราะการควบคุมจะต้องมีคณะอนุฯ ที่มาจากภาคีที่เกี่ยวข้องทั้งผู้บริโภค ตัวแทนโรงพยาบาล ผู้ที่อยู่ในวิชาชีพด้านสาธารณสุข จะอยู่ในคณะอนุฯ ชุดนี้ เพื่อจะร่วมกันหาแนวทางเพื่อมาควบคุมต่อไป โดยคาดว่า กระทรวงพาณิชย์จะนัดประชุมอย่างเร็วที่สุด"


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เอกชัย เรืองฉาย

ติดตามข่าวอื่นๆ