เมื่อในหลวง ร.9 ตรัสถาม หมิ่นพระบรมเดชานุภาพโทษคืออะไร กษัตริย์ผู้ไม่เคยกริ้ว ดำรงขันติอย่างงดงามตลอดพระชนม์ชีพ #อ่านแล้วกลั้นน้ำตาไม่ไหว

เมื่อในหลวง ร.9 ตรัสถาม "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพโทษคืออะไร" กษัตริย์ผู้ไม่เคยกริ้ว ดำรงขันติอย่างงดงามตลอดพระชนม์ชีพ #อ่านแล้วกลั้นน้ำตาไม่ไหว

Publish 2017-10-29 13:35:49

"ขันติ"

บทความพิเศษ  โดย ดร. เวทิน ชาติกุล

ผมก็เหมือนคนอื่นๆที่เป็นคนไทยส่วนใหญ่ เมื่อเห็นใครแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อในหลวงทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม สติก็หลุดหายไป ความโกรธ โทสะ ก็เข้ามาแทนเต็มกำลัง

ตลอดที่ผ่านมาจนถึงเมื่อหลายวันมานี้ในช่วงงานพระราชพิธีฯ ก็ยังเป็นแบบนั้น กระทั่งมีเพื่อนแชร์ข้อเขียนชิ้นหนึ่งผ่านมาหน้านิวส์ฟีดของ facebook ข้อเขียนชิ้นนั้น(ขออภัยผมจำชื่อคนเขียนไม่ได้) อ้างถึงบทสัมภาษณ์ของ ศ.ระพี สาคริกเอาไว้อย่างน่าสนใจและสะดุดใจผมมาก ขออนุญาตนำบางส่วนมาอ้างถึง
------

ดร.ระพี สาคริก



"สมัยผม(ศ.ระพี)ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็มีนโยบายบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มากกว่าพัฒนาวัตถุสิ่งก่อสร้าง มีอยู่วันหนึ่งพระองค์ท่านมาทรงดนตรีที่เกษตรฯ มีนิสิตคนหนึ่งชื่อ สุเทพ ลักขณาวิเชียร ประธานสภานิสิตเกษตรฯ มายื่นซองขาวถวายฎีกา ช่วงที่ประทับทรงดนตรี ในหลวงทรงรับซองแล้วส่งให้คนด้านหลัง ไม่ได้สนใจ ต่อมาอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีคำสั่งให้คัดชื่อนักศึกษาผู้นี้ออก ข้อหาหมิ่นพระบรมราชานุภาพ...

...ปรากฏว่า วันรุ่งขึ้นในหลวงเสด็จฯ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่ ทรงมาที่สวนสองแสนที่อยู่ข้างๆ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ที่ทรงซื้อจากชาวบ้านคนหนึ่ง ราคา 2 แสนบาท และพระราชทานให้มหาวิทยาลัยเกษตรฯ พัฒนาวิจัยพืช แต่วันนั้นไม่มีใครไปรับเสด็จเลย มีแต่ผมคนเดียวยืนพิงลวดหนามข้างประตู...

...จนเวลา 4 โมงเย็น ได้ยินเสียงฝีพระบาทมากันหลายพระองค์ ในหลวง สมเด็จพระราชินีฯ พร้อมด้วยฟ้าหญิงสองพระองค์และหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี  พระองค์ท่านรับสั่งกับผม ไม่เปลี่ยนจริงเหรอ ตอนนั้นผมเป็นรองอธิการบดี ไม่ทราบเรื่องนี้ แต่จะกราบทูลฯ ว่าไม่ทราบก็ไม่ได้ จึงได้แต่กราบที่พระบาท...

...ทรงรับสั่งถามอีกครั้ง หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โทษคืออะไร ทรงรับสั่งครั้งที่สาม ถ้าจะให้ฉันตัดสิน เด็กคนนั้นไม่ได้หมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรอก มหาวิทยาลัยเกษตรฯ ต่างหากที่หมิ่น 

จากรับสั่งนั้นจึงมีการนำมาสู่อธิการบดีเปลี่ยนคำสั่งให้นิสิตรายนั้นเป็นผิดวินัย เรื่องเรียบร้อยไป  ในวันนั้นโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโต๊ะเสวยอาหารหลังพระตำหนัก ซึ่งมีผมระพีนั่งร่วมโต๊ะด้วย ทรงเปิดเพลงความฝันอันสูงสุดให้ฟัง

"นี่แหละมหาราชครู พระองค์ไม่เคยกริ้ว ทรงมีพระเมตตามาก นิสิตคนนั้นมารู้เรื่องนี้ทีหลัง ผมตามหาลูกศิษย์คนนี้มา 15 ปี ไม่เจอตัว เพราะเขาหนีเข้าป่าและบวชเป็นพระในเวลาต่อมา มาเจอตอนเป็นพระแล้ว เขาเล่าว่า วันนั้นแม่ฟังข่าวเขาทางวิทยุตอนกำลังจะหุงข้าวพอดี ถึงกับตกใจ ทำหม้อที่เป็นหม้อดินตกแตก เพราะเขาเป็นความหวังของแม่ ว่าเรียนจบแล้วจะส่งน้องๆ เรียนต่อได้ เขาบอกอีกว่า ยังคิดว่าผมเป็นคนช่วยเขา ไม่รู้ว่าในหลวงท่านเป็นคนช่วย"
------


ลองอ่านอย่างช้าๆ หลายรอบดูนะครับ

หลังงานพระราชพิธีฯหนึ่งวัน ผมต้องสอบภาคนิพนธ์ของนิสิตปีสุดท้ายคนหนึ่ง เธอทำงานส่งประกวดในหัวข้อ "ใจภักดิ์" ผมได้เล่าเรื่องข้างต้นให้เธอฟัง

ที่ผมเจอมา ในสายวิชาที่ผมเรียนมา คนที่เห็นๆหน้ารอบตัวผม ไม่น้อยครับ เรียกว่าส่วนใหญ่เลยก็ได้ ที่แสดงพฤติกรรมตั้งแต่ "ใส่ร้าย" "ติฉินนินทา" ไปจนถึง "ค่อนแคะ" พระองค์ท่านทั้งโดยเปิดเผยหรือแอบแฝงมาในรูปแบบของข้อสอบหรืองานวิชาการ บางคนถึงขนาดภาคภูมิใจที่ได้ทำแบบนั้นถึงขนาดเอามาอวดโชว์เพื่อนๆในโซเซียลทั้งๆที่ตัวเองเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็น "ข้าราชการ" กินเงินเดือนหลวงอยู่มาค่อนชีวิต

นั่นทำให้ผมได้ข้อสรุปอย่างหนึ่งกับตัวเองที่ชัดเจนว่า ถ้ามีใครที่จะโกรธก็ควรต้องเป็น "พระองค์ท่าน" เพราะที่ผ่านมานั้นทรงต้องพบเผชิญกับ "เรื่องแบบนี้" มาตลอด

และมากกว่าใครอื่น

ผมบอกกับลูกศิษย์คนนั้นว่า บทความนี้ใช้ชื่อ "พระองค์ไม่เคยกริ้ว"

ผมไม่ได้บอกให้เราจะต้องไม่โกรธเวลาเห็นหรือได้ยินใครมาว่าร้ายต่อพระองค์ท่าน

และแน่นอนครับ ความโกรธ กับเรื่องแบบนี้เคยถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมานับครั้งไม่ถ้วนในยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง

 

 


 

เช่นเดียวกับที่ต้องไม่ลืมว่า การจงใจทำลายสถาบัน ก็มีอยู่จริงและมีการดำเนินการอย่างเป็นขบวนการเป็นระบบทั้งนอกและในประเทศในยุคนี้สมัยนี้

ในมุมกลับ คนที่ต้องอดทนกับเรื่องแบบนี้มากที่สุดก็ไม่ใช่ใครอื่นเลย

เป็นพระองค์ท่านที่ต้องทรงขันติธรรม อดทนกับเรื่องแบบนี้มาทั้งพระชนม์ชีพ

และแน่นอนว่านี่คือการดำรงขันติธรรมที่ยากที่ใครจะทำได้

สิ่งที่ศ.ระพีได้เล่าไว้ สำหรับผมอย่างน้อยมันก็ทำให้ผมสะดุดหยุดคิดก่อนที่จะหนุนหันทำอะไรในโลกโซเซียลเวลาเห็นใครว่าร้ายต่อในหลวง

และเป็นข้อเท็จจริงครับ สิ่งที่เกิดขึ้นในวันหนึ่งวันที่คน 19 ล้านคนได้ร่วมถวายอาลัยครั้งสุดท้ายแก่พระองค์ท่าน คือความประจักษ์ชัดว่าความพยายามที่คนพวกนี้ที่พยายามทำมาช้านานคือความสูญเปล่าโดยสิ้นเชิง

ความเกลียดชังใดๆมิอาจทำลายความรักอันปรากฏเป็นจริงได้

นับจากนี้ใครจะตอบโต้ใคร อะไร อย่างไรก็ว่ากันไปเถิด

แต่สิ่งที่เราต้องไม่ลืมคือ ตลอดทั้งพระชมน์ชีพ พระองค์ท่านเอง ทรงทำให้เห็นถึงเอาชนะความอาฆาตมาดร้ายทั้งมวลที่ถาโถมเข้าใส่ด้วยขันติอย่างยิ่งยวด

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ไญยิกา เนื่องจำนงค์

ติดตามข่าวอื่นๆ