พ่อ น้ำตาล The Star สภาพจิตใจดีขึ้น เผยแพทย์เจอสิ่งผิดปกติในโพรงจมูก

พ่อ น้ำตาล The Star สภาพจิตใจดีขึ้น เผยแพทย์เจอสิ่งผิดปกติในโพรงจมูก

Publish 2019-06-15 20:47:34


จากกรณีของ ที่ นางสาว บุตรศรัณย์ ทองทิว หรือ น้ำตาล เดอะสตาร์ ดาราสาวชื่อดัง มีอาการเลือดออกจากปากจมูกและกระเพาะอาหารเป็นจำนวนมากก่อนจะหมดสติ และถูกปั๊มหัวใจถึง 2 ครั้งก่อนเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราช มาเป็นระยะเวลาหนึ่ง



กระทั่ง ผู้ใช้ facebook ที่ชื่อว่าฮีโร่เก่าญี่ปุ่น ซึ่งเป็น facebook ของ นายวิโรจน์ ทองชิว ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังบิดาของน้องน้ำตาล  ได้โพสต์ข้อความว่า "ลูกน้ำตาล บุตรศรัณย์ ทองชิว จากไปแล้วอย่างสงบและสวยงาม  02.17 น. ขอบคุณทุกท่านที่ห่วงใย สงสารลูกจับใจ หมวดรัน น้ำตาล เดอะสตาร์"

 

 

โดยภายหลังจาก facebook ดังกล่าวถูกโพสต์ออกมาก็มี เหล่าบรรดาแฟนคลับและผู้ที่ติดตามอาการของน้องน้ำตาลเข้ามาแสดงความเสียใจเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ ทางโรงพยาบาลศิริราช ยังไม่ให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปภายในบริเวณห้อง ICU ของโรงพยาบาล

 

 


หลังจากนั้นจึงเคลื่อนย้ายร่างของ น้ำตาล จากโรงพยาบาลศิริราช มาถึงวัดป้อมวิเชียรโชติการาม จ.สมุทรสาครแล้ว ซึ่งมีครอบครัว ญาติ และพี่น้องเหล่านักแสดงที่เคยร่วมงานกับนางฟ้า เดอะ สตาร์ คนนี้ อาทิ นักแสดงจากเรื่องผู้กองเจ้าเสน่ห์ เทวดาท่าจะเท่ง และอีกมากมายมารอรับ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า

 

 



ล่าสุด นายวิโรจน์ ทองชิว ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังคุณพ่อของน้องน้ำตาล ได้เปิดใจว่า สภาพจิตใจตอนนี้ดีขึ้น แต่พอถึงจุดหนึ่งที่คิดถึงน้ำตาลก็จะน้ำตาไหลทุกครั้ง คิดถึงเขาตลอด แต่ไม่มีฝันถึง ในบรรดาลูก 3 คน รักลูกทุกคน แต่แคร์น้ำตาลที่สุด เพราะเขาเซนซิทีฟที่สุด มีครั้งหนึ่งเขาบ่นอยากกินหอยพิมพ์ พอสั่งมาให้เขาก็ดีใจ อะไรที่เขาพูดแล้วเราทำหรือยอมได้ก็จะไม่ขัดเขา อย่างวันนี้ก็มาหาเขาแต่เช้า มาจัดระเบียบพวงหรีด มาดูความเรียบร้อย

 

 

คุณพ่อเล่าต่อว่า แม่น้ำตาลเสียใจมาก เพราะเขาใกล้ชิดผูกพัน อยู่ด้วยกันตลอด ถึงไม่เห็นน้ำตา เรารู้ว่าเขาเสียใจ คนสำคัญที่หนึ่งของน้ำตาลคือแม่ รองมาคือน้ำทิพย์ หลานแล้วก็น้ำผึ้ง แต่น้ำผึ้งแต่งงานไปแล้ว ฉะนั้นแม่ น้ำตาล น้ำทิพย์เขาจะอยู่กัน 3 คนแม่ลูก พี่น้อง 2 คนนี้เขามองตาก็รู้ใจ เหตุผลที่น้ำทิพย์ไม่มาไม่ใช่ไม่รักพี่ เขารัก แต่เขาให้เหตุผลว่าถ้ามาแล้วต้องจุกหรือสะอึก ร้องไห้ เขาคงกลับไปทำงานต่อไม่ได้ เขาตัดสินใจอย่างคนฉลาดว่าอยู่ที่โน่นดีกว่า อีก 3 เดือนหลังจากที่เขากลับมาค่อยมานิมนต์ทำบุญก็ได้ 

 


ส่วนหลานสาวตอนนี้ยังไม่รู้ว่าน้าเสียแล้ว เรายังไม่ได้บอก เขายังเด็กบอกไปเขาก็ไม่เข้าใจว่าตายคืออะไร แต่ถ้าถามว่าหลานถามถึงน้ามั้ย ถามถึง ตั้งแต่น้ำตาลเสีย หลานยังไม่ได้มาที่สมุทรสาคร ถ้ามาก็จะบอกว่าน้ำตาลไปทำงาน คงต้องรอสักระยะหนึ่ง สัก 7 ขวบพอให้รู้ว่าคำว่าตายคืออะไรแล้วให้พ่อแม่เขาบอกเอง

 


ทั้งนี้ พ่อน้ำตาล กล่าวถึงเหตุการณ์ประหลาดว่า ตอนที่น้ำตาลยังไม่วิกฤติ ตนกับแม่น้ำตาลมาที่บ้านของพี่ชาย ซึ่งมีอัฐิของพ่อแม่ตนอยู่ พี่ชายบอกกับตนว่าได้ยินเสียงแปลกๆ ทุกคืน ตนกับแม่น้ำตาลจึงมากราบไหว้ให้ตายายช่วยนำทางน้ำตาลกลับมา เราก็ทำทุกอย่าง จนถึงตอนที่เขาวิกฤติ หมอเรียกไปคุย ในใจตอนนั้นเดาออกว่าหมอจะพูดอะไร แต่หมอพูดคำนั้นไม่ได้  หลังจากยื้อมาหลายรอบ เราบอกหมอให้ยื้ออีกสักรอบแล้วค่อยให้แม่กับพี่สาวตัดสินใจว่าจะปล่อยหรือไม่ 

 


แต่ถึงช่วงวิกฤติจริงๆ หมอให้พวกเราเขาไปคุยกับน้ำตาลทีละคน น้ำผึ้งเลือกที่จะเปิดคลิปที่หลานร้องเพลงที่น้ำตาลสอนให้ฟัง เชื่อว่าน้ำตาลรับรู้ แต่เขานิ่งไม่ตอบสนองอะไร คิดว่าร่างกายเขาคงไปหมดแล้ว ส่วนตัวมองว่าน้ำตาลตัดสินใจถูกที่เลือกจะไปเลย เขาไม่อยากทิ้งภาระให้ใคร ถึงเขากลับมา ก็อาจจะปกติแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ ถือเป็นเรื่องใหญ่ 

 


ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงแม่เขาจะเดือดร้อน น้ำตาลคงสงสารแม่ ตลอด 28-29 ปีของน้ำตาล เขามีความสุข ร่าเริง สดใส สนุกสนานมาโดยตลอด ตอนนี้เหมือนหมดเวลาของเขาแล้ว แค่นี้พอแล้วสำหรับชีวิตเขา เขาเกิดมาเพื่อให้เรามีความสุข ตัวเขาเองก็เกิดมาเพื่อเสพสุข ตอนนี้มันหมดแล้ว เขาไปเป็นนางฟ้าอยู่อีกทีหนึ่ง

 

 

"เรื่องน้ำตาลโดนทำคุณไสยใส่ ถ้ามีตะปูออกมาด้วย อาจจะเชื่อว่าเป็นอย่างนั้น แต่นี่ไม่มี ฉะนั้นไม่เชื่อเรื่องนี้ เพราะน้ำตาลและครอบครัวไม่ได้ยุ่งกับเรื่องไสยศาสตร์ ส่วนเรื่องลอยอังคาร ทางครอบครัวคุยกันแล้วว่าจะนำอัฐิของน้ำตาลไปลอยแม่น้ำสมุทรสาคร สำหรับเรื่องสาเหตุการเสียชีวิต ตอนนี้ไม่ได้ติดใจอะไร ล่าสุดทีมแพทย์แจ้งว่าอาจจะทราบผลชิ้นเนื้อที่ตัดไปตรวจภายใน 1-2 อาทิตย์ หลังน้ำตาลสิ้นใจหมอก็ส่องกล้องเข้าไปในโพรงจมูก เหมือนจะมีตุ่มหรือก้อนอะไรอยู่”

 

 

อย่างไรก็คุณพ่อได้กล่าวปิดท้ายว่า ตอนเด็กๆ น้ำตาลเลือดกำเดาไหลเดือนละ 1-2 ครั้ง แต่พอโตขึ้นก็ห่างหายไปนาน ก่อนจะเกิดเหตุการณ์นั้นสัก 1-2 เดือนไม่ได้มีอาการผิดปกติใดๆ ถ้าคิดเองเล่นๆ ผนังตรงนั้นของเขาอาจจะบางลงเรื่อยๆ วันนั้นหลังเขากินข้าวเสร็จอาจเกิดการทะลุแล้วเลือดไหลลงหลอดลมปิดทางเดินหายใจ ลักษณะคล้ายคนจมน้ำบนบก คิดว่าน้ำตาลน่าจะไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว เขานิ่ง ไม่มีกระดิกร่างกายอะไร ม่านตาไม่ตอบสนอง อยู่ได้ด้วยเครื่องมือแพทย์และยา เราแค่อยากให้เขาลืมตานิดนึงก็ยังดี แต่ไม่มีเลย

 

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

สุลาลีวัลย์ หงษ์เวียงจันทร์
ข่าวด่วน โดยสำนักข่าวทีนิวส์